หนุ่มโพสต์ดราม่าเรื่องกลับขับรถตาม GPS เจอกระแสตีกลับ

       ดราม่าเรื่องกลับขับรถตาม GPS ปัญหาของคนส่วนใหญ่เวลาที่ขับรถไปตามสถานที่ต่างๆซึ่งเป็นสถานที่ไม่คุ้นเคยนั้นมักจะมีการใช้ GPS นำทางซึ่งบ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินปัญหาว่า GPS นำทางไปไม่ถูกต้องบางครั้งก็พาเข้าป่าบางครั้งก็พาลงทะเลและเมื่อไม่นานมานี้ก็มีคนใช้ GPS ขับรถตกน้ำจนเสียชีวิตก็มี

         อย่างไรก็ตามเรื่องราวของ GPS ยังคงมีปัญหากันอยู่ซึ่งล่าสุดได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งได้มีการโพสต์ข้อความผ่านทาง facebook ส่วนตัวลงมาวันที่ 9 เดือนธันวาคมปีพศ 2564

โดยข้อความที่เขาระบุก็คือเขาเดินทางไปที่จังหวัดปราจีนบุรีซึ่งเขาไม่ใช่คนในพื้นที่จึงไม่คุ้นเคยกับเส้นทางจึงได้มีการเปิด GPS เพื่อใช้ในการนำทางอย่างไรก็ตามในช่วงจังหวะหนึ่งที่เขาต้องกลับรถ GPS บอกให้กลับรถใต้สะพานแห่งหนึ่งซึ่งเมื่อเขาขับไปปรากฏว่ามีรถสวนทางมาและรถคันดังกล่าวก็บีบแตรทำให้เขาต้องถอยเพื่อให้รถที่วิ่งสวนมานั้นสามารถสวนกันได้

         ในจังหวะที่มีการสวนกันเองเขาก็มีการเปิดกระจกรถและชี้แจงให้คู่กรณีฟังว่าเขาไม่คุ้นเส้นทางจึงไม่รู้ว่าตรงนี้วิ่งสวนเลนกันไม่ได้ซึ่งฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นผู้หญิงก็บอกว่าสามารถสวนทางกันได้แต่ต้องดูรถด้วยทำให้เขารู้สึกไม่พอใจเพราะเขารู้สึกว่าเหมือนโดนฝ่ายตรงข้ามนั้นต่อว่าว่าไม่ดูทาง

       อย่างไรก็ตามเรื่องราวนี้ได้มีการถูกเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ผู้คนในโลกออนไลน์ออกมาพูดถึงโพสต์ของชายหนุ่มกันเป็นจำนวนมาก

ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีหญิงสาวคู่กรณีได้มาคอมเม้นข้อความใต้โพสต์ของชายคนนี้โดยมีการชี้แจงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น  gclub ฟรี 100    ว่าเธอไม่ได้ฝ่ายชายเพียงแต่เธอแนะนำฝ่ายชายว่าสามารถสวนทางกันได้แต่ต้องมองฝั่งตรงข้ามด้วยเพราะตรงบริเวณที่สวนกันนั้นเป็นทางโค้งและเป็นทางแคบส่วนกรณีที่เธอนั้นต้องบีบแตรก็เพราะว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นขับรถมาเร็วๆจึงต้องมีการบีบแตรเพื่อเตือน   

       นอกจากนี้เธอไม่ได้มีการแอบถ่ายคลิปใดๆทั้งสิ้นและเธอได้มีการเช็คกับเจ้าหน้าที่ตำรวจของจังหวัดปราจีนบุรีตำรวจยืนยันว่าตรงบริเวณดังกล่าวสามารถขับรถสวนกันได้เพียงแต่ต้องมีการเช็คจังหวะกันเอาเองว่าใครจะไปก่อนไปหลัง 

         ซึ่งหลังจากที่หญิงสาวออกมาโพสต์ชี้แจงเรื่องราวดังกล่าวก็ทำให้ ชาวโซเชียลนั้นต้องย้อนกลับไปดูใหม่ พร้อมก็ออกมาพูดถึงเรื่องดังกล่าวด้วยว่าจากคลิปที่มีการนำมาโพสต์นั้นจะเห็นได้ว่าฝ่ายหญิงก็ไม่ได้มีการพูดจาต่อว่าอะไรรุนแรงพร้อมยังมีคำลงท้ายด้วยค่ะมีแต่ฝ่ายชายที่หัวร้อนจนแม่ที่นั่งมาข้างๆต้องคอยพูดให้ใจเย็นลง

สาวหิ้วแบรนด์เนม เข้าไทยถูกรีดภาษีจากศุลกากร เกือบเจ็ดหมื่นบาท

    อย่างที่เรารู้กันดีว่าถ้าหากนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ สาวหิ้วแบรนด์เนม  และมีการช้อปปิ้งสินค้าเข้ามาโดยสินค้านั้นเป็นสินค้าแบรนด์เนมมีราคาแพงจะต้องมีการแสดงให้ทางกรมศุลกากรดูและจำเป็นที่จะต้องจ่ายภาษี ซึ่งถ้าหากใครหลบเลี่ยงนำสินค้าที่ซื้อมาแอบซ่อนและเมื่อทางกรมศุลกากรตรวจเจอก็จะมีการถูกเรียกเก็บค่าปรับ   

    อย่างไรก็ตามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการเรียกเก็บค่าปรับสินค้าแบรนด์เนมตรงสนามบินหลังจากที่ลูกค้าลงจากเครื่องก็จะมีการตรวจทรัพย์สินที่นำเข้าประเทศซึ่ง 1 ในทรัพย์สินที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเที่ยวกลับมาจากต่างประเทศมักจะพากันโอดโอยกันมากที่สุด

ก็คือ สินค้าแบรนด์เนมไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าหรือรองเท้ารวมถึงนาฬิกาและสร้อยเครื่องประดับทั้งหลายเพราะสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่เมื่อไปซื้อที่ต่างประเทศนั้นจะได้ราคาถูกกว่าการซื้อในประเทศไทยแต่เมื่อนำมาเข้าในประเทศไทยแล้วก็จะต้องมีการสำแดงให้ทางเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรได้ทำการเช็คตรงบริเวณผู้โดยสารขาเข้า

      ถ้าหากสินค้านั้นมีราคาเกินกว่า 10,000 บาทก็จะต้องมีการถูกเรียกเก็บค่าภาษีโดยก็จะดูในเรื่องของราคาสินค้าที่มีการนำเข้ามาว่ามีมูลค่าสูงมากแค่ไหนสินค้าแบรนด์เนมดังกล่าวมีราคาแพงมากค่าภาษีก็จะมากตามไปด้วยแต่ถ้าหากใครที่แอบซ่อนไม่ยอมเสียภาษีถ้าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเจอก็จะมีการปรับเงินค่าภาษีมากกว่าเดิมถึง 4 เท่าหรือบางคนอาจจะติดคุกด้วยก็ได้ 

     อย่างไรก็ตามล่าสุดหญิงสาวคนหนึ่งได้มีโพสต์ข้อความลงใน Facebook ระบุเป็นวันที่ 22 เดือนพฤศจิกายนปีพศ 2564 โดยระบุว่าเธอได้มีการเดินทางกลับมาจากต่างประเทศและเธอได้มีการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบนึงกลับมาด้วยซึ่งเธอก็ได้มีการแสดงให้ทางเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรได้ทำการตรวจสอบดูพบว่าเธอจำเป็นที่จะต้องมีการเสียภาษีคืนให้กับศุลกากรแต่ยอดที่เธอต้องเสียนั้นกลับมีมูลค่าสูงมากสามารถที่จะซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมได้อีกใบเลยทีเดียว 

      ใบเสร็จรับเงินที่เธอแสดงให้เห็นนั้นเธอถูกเรียกเก็บค่าปรับสูงถึงเกือบ 70,000 บาท   ทำให้หญิงสาวรายนี้จำเป็นที่จะต้องมาโพสต์ถามคนในโลกออนไลน์ว่าค่าปรับภาษีนั้นมันแพงมากเกินไป  gclub ฝากขั้นต่ำ 20   หรือไม่เพราะเธอนั้นใช้ของแท้แต่เธอต้องมาต้องเสียภาษีค่อนข้างแพง

ในขณะเดียวกันเธอก็อ้างอิงด้วยว่าในโลกออนไลน์นั้นมีการโพสต์ขายกระเป๋าแบรนด์เนมปลอมให้เกลื่อนแต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่กลับไปจับกุมแล้วไม่เรียกเก็บเงินกับคนขายของปลอมแต่มาเอาเปรียบคนที่ซื้อของจริงมาใช้   สำหรับเรื่องของการคิดภาษีกระเป๋าแบรนด์เนมนำเข้านั้นมีให้เห็นอยู่เป็นประจำที่มีการคิดภาษีค่อนข้างที่จะแพงมากจนเกินไปจนบางครั้งราคาเรียกเก็บภาษีเท่ากับราคากระเป๋าที่ซื้อมาเลยทีเดียว 

หนุ่มเคอรี่ ออกมาเตือนภัย ลูกค้าที่ชอบสั่งของออนไลน์ ระวังให้ดี ระวังโดนหลอก 

     ใน Application tiktok ได้มีชายหนุ่มซึ่งมีอาชีพเป็นพนักงานส่งสินค้าของบริษัท kerry ได้ออกมาโพสต์คลิปเตือนภัยลูกค้าที่นิยมการสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หนุ่มเคอรี่ ออกมาเตือนภัย ว่าคุณจะมีการตรวจสอบให้ดีก่อนมีการเซ็นรับสินค้าและแกะกล่องเนื่องจากว่าในขณะนี้มีมิจฉาชีพได้ใช้วิธีการส่งส่งสินค้ามาให้ลูกค้าถึงที่บ้านโดยมีการเรียกเก็บเงินปลายทางซึ่งถ้าหากลูกค้าจ่ายเงินไปแล้วจะไม่สามารถคืนสินค้าได้  

    โดยเคอรี่หนุ่มรายนี้ได้ออกมายกตัวอย่างให้คนในโลกออนไลน์ฟังว่าเขาทำงานส่งสินค้าแล้วเจอลูกค้าถูกหลอกมาแล้วหลายราย

ซึ่งแต่ละรายนั้นก็สูญเงินเกือบ 1000 บาทเลยทีเดียวซึ่งล่าสุดนั้นมีลูกค้ารายหนึ่งได้รับสินค้าส่งมาจากประเทศจีนโดยระบุเรียกเก็บเงินปลายทาง 800 บาท  พนักงานหนุ่มกล่าวว่าเขาค่อนข้างมั่นใจว่าพัสดุชิ้นนี้ลูกค้าอาจจะไม่ได้สั่งก่อนไปส่งสินค้าจึงได้มีการโทรสอบถามลูกค้าก่อนว่ามีการสั่งสินค้าจากจีนแล้วให้เก็บเงินปลายทางหรือไม่ซึ่งลูกค้านั้นเป็นคนที่ช้อปปิ้งสินค้าผ่านออนไลน์บ่อยทำให้จำไม่ได้จึงให้พนักงานนำสินค้ามาส่งที่บ้าน

    อย่างไรก็ตามก่อนที่ลูกค้าจะแกะกล่องพนักงานยังแนะนำให้ลูกค้านั้นลองเขย่ากล่องดูว่าภายในเป็นอะไรซึ่งเมื่อลูกค้าทำตามก็พบว่าด้านในนั้นมีเสียงคล้ายกับเสียงทราย  ลูกค้าจึงได้มีการปฏิเสธการรับของของ ซึ่งทำให้ลุกค้าไม่ต้องเสียเงินฟรี ๆ โดย kerry  หนุ่มรายนี้ระบุว่าตอนนี้มีลูกค้าหลายคนที่ถูกหลอกแบบนี้ส่วนใหญ่จะเจอกับคนที่ไม่ได้อยู่บ้านและให้ญาติที่น้องรับสินค้าแทนให้

      อย่างไรก็ตามพนักงานเคอรี่หนุ่มรายนี้แนะนำว่าถ้าหากมีการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบออนไลน์และเป็นคนสั่งซื้อสินค้าเยอะจำไม่ค่อยได้ว่าสั่งอะไรไปบ้างควรจะมีการจดโน้ตเอาไว้ว่ามีการสั่งซื้อสินค้าจากร้านค้าร้านไหนและสินค้าจะมาส่งให้ประมาณวันที่เท่าไหร่ราคาสินค้าประมาณกี่บาทและให้แจ้งให้ญาติพี่น้องที่บ้านรับทราบเอาไว้เพราะถ้าหากว่าไม่ใช่ตามรายการที่จดช็อตโน๊ตเอาไว้ก็จะได้รู้ว่าเป็นสินค้าของพวกแก๊งมิจฉาชีพจะได้ไม่ต้องเสียเงินฟรี    

    อย่างไรก็ตามการเตือนภัยของพนักงานเคอรี่ 1 รายนี้ถือว่ามีประโยชน์อย่างมากเพราะส่วนใหญ่แล้วคนไทยในตอนนี้นิยมการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์กันมากขึ้นซึ่งบางครั้งตอนที่สินค้ามาส่งก็ไม่ได้อยู่บ้านหรือบางคนช้อปปิ้งสินค้าหลายอย่างจนจำไม่ได้ว่าสั่งอะไรไปบ้างดังนั้นจึงเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพหาเงินได้จากช่องทางนี้  

 

สนับสนุนโดย.    Gclub ฟรี 500